ประวัติความเป็นมา

วามเป็นมาของขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดชุมพร
ในช่วงที่ผ่านมาขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดชุมพร ได้มีการร่วมกันเชื่อมโยงการทำงานพัฒนาในระดับจังหวัดภายใต้คณะประสานงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัด ซึ่งมีพัฒนาการดังนี้ คือ

พ.ศ. 2535
มีการเชื่อมโยงขบวนองค์กรชุมชนจากกลุ่มเล็กๆ ในอำเภอพะโต๊ะโดยขบวนองค์กรชุมชนเองซึ่งเป็นกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำหลังสวนตอนบน และมีการขยายองค์กรชาวบ้านตลอดลุ่มน้ำหลังสวนภายใต้โครงการ "การจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำหลังสวนตอนบน"
พ.ศ. 2538
ทำโครงการความร่วมมือผ่านสำนักงานพัฒนาชุมชนเมืองการเคหะแห่งชาติ ส่งเสริมให้เกิด "องค์กรการเงินชาวบ้านชุมชนเมืองในเทศบาลเมืองชุมพร" และเกิดการเชื่อมโยงกลุ่มธนาคารหมู่บ้านในจังหวัดชุมพร
พ.ศ. 2539
โครงการการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำหลังสวนตอนบนโดยประเทศเดนมาร์คกับกลุ่ม NGOs ร่วมมือกับองค์กรชุมชนในอำเภอพะโต๊ะและนักวิชาการประชาสังคมหลังสวน ภายใต้กลุ่ม “รักษ์แม่น้ำ” ซึ่งมี “นายแพทย์ประพาส จิตรานุวัตต์” และ “ทนายกฤษณะ ฉายากุล” ฯลฯ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดันร่วมกับกลุ่มชาวบ้านในโครงการ "การจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำหลังสวนตอนบน"
พ.ศ. 2540-2545
โครงการนำร่องพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ส่งเสริมการพัฒนาระบบเกษตรในแปลง ในพื้นที่จังหวัดชุมพร 180 แปลง ในพื้นที่ลุ่มน้ำหลังสวน ร่วมกับเกษตรและสหกรณ์จังหวัด “นายทนงค์ สมร่าง” ในขณะนั้น โครงการกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF) ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาชุมชนผ่านธนาคารออมสิน สาขาชุมพร โดยร่วมกับธนาคารหมู่บ้านตำบลวังไผ่ ซึ่งมี นายประสิทธิ์ สุขช่วย แกนนำในอำเภอท่าแซะ    นางจำเนียร เผ่าดิษฐ์ แกนนำอำเภอหลังสวน และแกนนำอำเภอพะโต๊ะ เข้าร่วมในโครงการ เป็นต้น เป็นครั้งแรกที่เริ่มใช้ชาวบ้านทั้ง 8 อำเภอ เป็นพื้นที่ขับเคลื่อน ขณะนั้นการต่อสู้เรื่องเขื่อนรับร่อของสมัชชาคนจน ได้ยกระดับการเข้ามีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำท่าตะเภาตลอดจนลุ่มน้ำอื่นๆ ในพื้นที่จังหวัดชุมพร ก่อนหน้านั้นมีการพยายามสร้างเขื่อนปังหวานที่อำเภอพะโต๊ะ ขบวนองค์กรชุมชนของกลุ่มนักวิชาการและชาวบ้านในตำบลปังหวานร่วมกันคัดค้านการสร้างเขื่อน แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องการจัดการทรัพยากรของจังหวัดชุมพรมีปัญหามาตลอด รวมถึงความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในเรื่องการบุกรุกที่ดินทำไร่กาแฟ ดังนั้นขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดชุมพรจึงเห็นความสำคัญของ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนตำบล ที่จะเป็นทางออกของภาคประชาชนในการนำเสนอปัญหาต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
พ.ศ. 2545
มีการเชื่อมโยงขบวนองค์กรการเงินชุมชนและทรัพยากรเป็นคณะประสานงานพัฒนาองค์กรชุมชนคนชุมพร ภายใต้ชื่อ “กลไกจังหวัดชุมพร” ประกอบด้วย 7 เครือข่ายหลัก และ 4 กลุ่มพันธมิตร ได้แก่
1. เครือข่ายออมทรัพย์หลังสวน
2. เครือข่ายลุ่มน้ำหลังสวน
3. เครือข่ายออมทรัพย์ละแม
4. เครือข่ายออมทรัพย์ท่าแซะ
5. เครือข่ายธนาคารหมู่บ้านชุมชนเมืองชุมพร
6. เครือข่ายประมงพื้นบ้านชายฝั่ง
7. เครือข่ายเพื่อนหญิง
และ 4 กลุ่มพันธมิตร ได้แก่
1. กลุ่มสตรีอาสาสวี
2. กลุ่มออมทรัพย์บ้านนา
3. กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์หลังสวน
4. กลุ่ม กขคจ.
ซึ่งในช่วงนี้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ “พอช.” ได้สนับสนุนกิจกรรมโครงการเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่มองค์กรดังกล่าว จากนั้น “กลไกจังหวัด” ได้นำเสนอแผน 6 ยุทธศาสตร์ของชุมชน แก่นายเมฆินทร์ เมธานุกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรสมัยนั้น ที่ศูนย์ราชการจังหวัดชุมพร
พ.ศ. 2546-47
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้ปรับยุทธศาสตร์การส่งเสริมองค์กรชุมชนเป็น 7 ยุทธศาสตร์หลัก เช่น เครือข่ายแผนชุมชนภาคใต้ได้สนับสนุนขบวนแผนชุมชนจังหวัดชุมพร โดยใช้พื้นที่ตำบลวังตะกอเป็นพื้นที่ต้นแบบเพื่อการเรียนรู้ ขยายผลสู่ตำบลอื่น ๆ อีก 28 ตำบลและ “พอช.” สนับสนุนโครงการตามประเด็นต่าง ๆ แก่ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัด
พ.ศ. 2548
มีการพัฒนายุทธศาสตร์ฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นซึ่งจังหวัดชุมพรสามารถพัฒนาโครงการระดับตำบล ได้ทดลองใน 3 ตำบล และ 1 ชุมชน ในจังหวัดชุมพร สนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน 47 พื้นที่ (55,000 บาท) ใน 8 อำเภอ
พ.ศ.2549-50
มีการเชื่อมโยงขบวนองค์กรชุมชนจากประเด็นงานต่าง ๆ เช่น งานแผนชุมชน งานทรัพยากร งานเกษตรยั่งยืน งานสวัสดิการ งานองค์กรการเงิน งานบ้านมั่นคงและงานที่ดิน จนเกิดขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดชุมพร ที่เรียกว่า “ศตจ.ปชช จังหวัดชุมพร” มีการขับเคลื่อนงานประเด็นหลัก คือ ประเด็นที่ดิน ประเด็นบ้านมั่งคง ประเด็นสวัสดิการชุมชน ประเด็นทรัพยากรและเกษตรยั่งยืน ทำให้เกิดการขับเคลื่อนงานขยายผลสู่ระดับตำบลกว้างขวางขึ้น
พ.ศ. 2551
เป็นปีที่เกิด พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนเป็นครั้งแรก ขบวนองค์กรชุมชนได้ขับเคลื่อนตำบลให้มีการจดแจ้งสภาองค์กรชุมชนโดยจัดตั้งโครงสร้างคณะทำงานขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชน ซึ่งมีตำบลที่จดแจ้งและเปิดสภาองค์กรชุมชนนำร่องจำนวน 14 ตำบล ได้แก่ 1. ตำบลครน 2. ตำบลนาโพธิ์ 3. ตำบลท่าหิน 4. ตำบลนาสัก 5.ตำบลตะโก 6. เทศบาลเมืองหลังสวน 7. ตำบลบ้านควน 8. ตำบลบางน้ำจืด 9. ตำบลนาขา 10. ตำบลปากทรง 11. ตำบลละแม 12. ตำบลสวนแตง 13. ตำบลนากระตาม และ 14. ตำบลมาบอำมฤต และได้มีการปรึกษาหารือเพื่อเตรียมการประชุมคราวแรกสภาองค์กรชุมชนระดับจังหวัด วันที่ 13 ส.ค.51 ณ พี.เอ็น. รีสอร์ท อำเภอหลังสวน เพื่อเตรียมการขั้นตอนนำเสนอกำหนดคุณสมบัติผู้ทรงคุณวุฒิ วันที่ 15 ส.ค.51 ได้มีการประชุมคราวแรกสภาองค์กรชุมชนระดับจังหวัด ณ โรงแรมชุมพรแกรนด์พาเลซ อำเภอเมืองชุมพร เพื่อรับรองผู้ทรงคุณวุฒิ 1 ใน 5 คน โดยมีการเสนอชื่อเลือกประธาน รองประธาน กองเลขา และเสนอผู้แทนไปประชุมระดับชาติ/ผู้แทนสภาพัฒนาการเมือง จากนั้นได้มีการช่วยกันทำความเข้าใจและจดแจ้งเพิ่มอีก 4 ตำบล ในขณะเดียวกันการขับเคลื่อนงานประเด็นต่างก็มีการขับเคลื่อนที่เพิ่มมากขึ้น เช่น ประเด็นสวัสดิการชุมชนได้เกิดพื้นที่สวัสดิการ 47 ตำบล มีการจัดการที่ดิน การจัดการลุ่มน้ำ ภัยพิบัติ องค์กรการเงิน และขบวนผู้หญิง สภาผู้นำชุมชนแห่งชาติ ร่วมกับจังหวัดชุมพรและเครือข่ายลุ่มน้ำหลังสวน จัดทำโครงการปลูกไม้ใช้หนี้ ในปี 2551 โดยพัฒนาพันธุ์พืชพื้นถิ่นที่เป็นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ (เนื้อไม้) เพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรที่เป็นหนี้ และในปีถัดไป กลุ่มเครือข่ายเกษตร , ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และกรมป่าไม้ ได้ปรับเปลี่ยนโครงการเป็น “ธนาคารต้นไม้” ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ 84 ธนาคารต้นไม้ของจังหวัดชุมพร ปลูกต้นไม้ผสมผสานในไร่นา 4 ล้านต้น และได้นำเสนอนโยบายต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน และผลักภาระให้ ธกส. ดำเนินการต่อจนกระทั่งบัดนี้
พ.ศ 2552
มีการประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับจังหวัด ครั้งที่ 1/2552 ณ โรงแรมภราดรอินน์อำเภอเมืองชุมพร โดยได้ยื่นข้อเสนอแนวทางการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาต่อผู้ว่าราชการจังหวัด นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากนั้นได้มีการจดแจ้งสภาอ­­งค์กรชุมชนเพิ่มขึ้น เป็น 25 ตำบล และเริ่มเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ เช่น พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด , ศูนย์พัฒนาสังคมหน่วยที่ 11 , บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดชุมพร เป็นต้น
พ.ศ. 2553-2554
รัฐได้สนับสนุนโครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน (1:1: 1) ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดชุมพรได้ร่วมกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ดำเนินงานขับเคลื่อนสนับสนุนตำบลให้เกิดกองทุนสวัสดิการร่วมกับคณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัดชุมพร เกิดพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับหน่วยงานท้องถิ่นจำนวน 67 ตำบลใน 8 อำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ) ได้รับข้อเสนอแผนยุทธศาสตร์จากภาคประชาชนและบรรจุเข้าในแผนพัฒนาจังหวัด 2 ยุทธศาสตร์ ได้แก่
1. ยุทธศาสตร์เสริมสร้างความเข้มแข็งสวัสดิการชุมชน จำนวน 600,000 บาท เพื่อสร้างความเข้าใจในการขยายพื้นที่กองทุนสวัสดิการชุมชน ขยายฐานสมาชิก การบริหารจัดการกองทุน ใน 78 ท้องถิ่น เพื่อเตรียมความพร้อมขอรับการหนุนเสริมจากโครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชนในปีที่สอง
2. ยุทธศาสตร์ด้านฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวนา จำนวน 800,000 บาท ดำเนินการในพื้นที่รูปธรรม 8 ตำบลใน 8 อำเภอ ได้แก่ ต.นากระตาม ต.บางสน ต.บางลึก ต.ครน ต.ตะโก ต.นาขา ต.ละแม และ ต.ปังหวาน และจัดงาน มหกรรม “คนกินข้าว” ในวันที่ 28 เม.ย.54 ณ สนามหน้าเทศบาลเมืองชุมพร รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาการเมือง สภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า พื้นที่ละ 80,000 บาท อำเภอละ 1 ตำบล ใน 8 อำเภอ (640,000 บาท) เพื่อสร้างการเมืองภาคพลเมือง สร้างการมีส่วนร่วมในเรื่องของสิทธิชุมชนในตำบลของตนเอง และยังได้สนับสนุนการทำงานของภาคประชาชนอีก 4 โครงการ ได้แก่
1. โครงการส่งเสริมชุมชนท้องถิ่นการจัดการตนเองโดยสภาองค์กรชุมชน (300,000) ปี 54
2. โครงการเสริมสร้างสิทธิชุมชนกับการจัดการลุ่มน้ำหลังสวนจังหวัดชุมพร (338,200) ปี 54
3. โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายเยาวชนจังหวัดชุมพร (185,600) ปี 54
4. โครงการเครือข่ายความร่วมมือส่งเสริมสิทธิพลเมืองจังหวัดชุมพร (300,000) ปี 53
มีการจดแจ้งสภาองค์กรชุมชนเพิ่มขึ้นเป็น 34 ตำบล (ข้อมูล ณ มิถุนายน 54) และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 18 ตำบล รวมถึงมีเป้าหมายที่จะเปิดสภาองค์กรชุมชนให้ครอบคลุมทั้งจังหวัด
(ติดตามเนื้อหาตอนต่อไป)